หายไปนานเพราะโปรเจคไม่คืบหน้า ว่าง ๆ เลยสับนิยายที่เพิ่งอ่านละกัน
 


วิจารณ์ Glorious Dawn (กลอเรียสดอว์น รุ่งอรุณที่สาวน้อยขับขาน) เล่ม 1

เรื่อง Takashi Syoji
ภาพประกอบ Shiki Douji
แปล กุลธิดา ชลรัตนกุล
ตีพิมพ์ในญี่ปุ่น HOBBY JAPAN
ตีพิมพ์ในไทย DEXPRESS
ราคา 149 บาท
จำนวนหน้า 235 หน้า (เฉพาะเนื้อหาอย่างเดียว 210 หน้า)

ประเภทของนิยาย ไลท์โนเวล, ไซไฟอวกาศ

--หมาย เหตุ สิ่งที่เขียนอยู่ในนี้ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัว คนอื่นอาจจะคิดแตกต่างกันได้ และไม่มีเจตนาจะดิสเครดิตหรือเลียแข้งฝ่ายใด--

------ สปอยล์ค่อนข้างมาก ถ้าไม่อยากอ่านสปอยล์กรุณาไปอ่านสรุปตรงด้านล่างสุด ------


เนื่อง จากไม่ได้อ่านนิยายมานานซักพักนึง ต้องการจะหานิยายมาอ่านเล่น+ศึกษาข้อมูลทำโปรเจคส่วนตัวจึงได้ซื้อไลท์โนเวล มาเล่มนึง นั่นก็คือกลอเรียสดอว์น ส่วนตัวคิดว่าราคาไม่ค่อยแพงนักและมีแพ็กเกจห่อค่อนข้างดี ขนาดของรูปเล่มก็มีความเหมาะสมเพราะไซส์เท่าหนังสือการ์ตูน

แต่ชื่อไทย "รุ่งอรุณที่สาวน้อยขับขาน" ผมว่ามันน่าอายยังไงไม่รู้

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เอาคำโปรยหลังปกมาลงก่อนดีกว่า

--------------

“bioคราฟท์” คือสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้…… หลังจากการติดต่อครั้งแรกยี่สิบปี ในประเทศญี่ปุ่นที่การอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกกลายเป็นเพียงเรื่องปกติ ในชีวิตประจำวัน สาวสวยทีเซ่ได้มาปรากฏตัวตรงหน้าโอโซระ โคได นักเรียนมัธยมปลายธรรมดา พอลืมตาขึ้นมาก็เจอเด็กสาวปริศนาอยู่ตรงหน้า…… นี่มันเกมจีบสาวเกมไหนกันล่ะนี่ ?

ไลท์โนเวลสไตล์สเปซเลิฟแฟนตาซี ที่อุดมไปด้วยเรื่องราวของเหล่าสาวน้อย ซึนเดเระ ยานอวกาศ และ...สว่าน ได้มาอยู่ในมือคุณแล้ว


-------------

...ความ รู้สึกแรกที่ปรากฎเข้ามาในสมองคือ "มุกโอตาคุเก่าแก่ล้านปี".... จริง ๆ นะ ถึงไลท์โนเวลจะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โอตาคุและสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใกล้ เคียงอ่านก็เถอะ แต่คำว่า "สาวน้อย" "ซึนเดเระ" และ "เกมจีบสาว" มันก็ค่อนข้างตรงตัวไปหน่อย... ผมได้แต่หวังว่าข้างในมันคงจะไม่แป้กนะ

ใน เล่มมีภาพประกอบสีอยู่ 4 ภาพ (ไม่นับปก) และภาพประกอบขาวดำอีก 10 ภาพ เทียบกับความหนาของนิยายถือว่าไม่เยอะจนรกหูรกตาหรือขวางกั้นจินตนาการ (ภาพมันชอบเล่นมุมที่ทำให้ตัวละครไม่โผล่ชัด ๆ เท่าไหร่ด้วยสิ)

เล่ม นี้ประกอบด้วยเนื้อเรื่อง 7 ตอน ตอนพิเศษท้ายตอนอีกหนึ่ง และคำบ่น ๆ ของผู้เขียน (ในยุ่น) อีกหนึ่ง หากแต่ตอนที่หนึ่ง หรือชื่อตอนว่า PHASE - 00 : 00 สีฟ้า ~ The Blue ~ นั้น....

...ข้ามไปอ่านตอนต่อไปยังจะรู้เรื่องซะกว่า...

ผม จะไม่เล่าเนื้อหาละกัน แต่ผมไม่ชอบตอนแรกที่สุดเลย พบปัญหาในการสื่อความทั้งจากการแปลและเนื้อหาต้นฉบับที่อ่านแล้วรู้สึกว่า "มันทำบ้าอะไรกัน" ในแง่รายละเอียดคือ คำพูดของตัวละครที่ค่อนข้างฝืน ๆ เหมือนยัดมา และการกระทำของสิ่งต่าง ๆ ที่... เข้าใจค่อนข้างยาก เอาเป็นว่าผมค่อนข้างมั่นใจว่าข้ามไปอ่านตอนต่อไปเลยก็ยังรู้เรื่องระดับนึง เลยล่ะ

เปิดมาตอนที่สองซึ่งตัดมาทางด้านพระเอก ช่วงแรก ๆ เปิดมาได้ Typical มาก ๆ กล่าวคือพบกันเกร่อตั้งแต่ยุคสมัยจูแรสสิกแล้ว... พระเอกฝันถึงเด็กผู้หญิงซักคนแบบเพ้อ ๆ ตื่นมาเจอสาวน้อยเนี่ย... แถมผมว่ามุก "นี่มันเกมจีบสาวเกมไหนเนี่ย" มันแป้กนา แถมนางเอกก็กวนตีนใช้ได้เลย ฮา แต่ตอนหลังจากนั้นก็เริ่มโอเคล่ะนะ มีตัวละครอื่นเข้ามาแจมแก้เลี่ยน บวกกับมีตัดไปฉากอื่นบ้าง

มาตอนที่ สาม ทั้งตอนจะเป็นการเล่าอดีตของมนุษยชาติว่า BioCRAFT คืออะไร พบกับมนุษยครั้งแรกยังไงเมื่อยี่สิบปีก่อนเหตุการณ์ปัจจุบัน ก็ถือว่าใช้ได้ เป็นการปูเรื่องที่ดี และไม่ออกไปทางโอตาคุเกินไป (ประเภทที่อะไร ๆ ก็ต้องสาวน้อยหมดมันก็ไม่ดีใช่มั้ยล่ะ) BioCRAFT ที่ทำสัญญากับมนุษย์ครั้งแรกก็อยู่ที่อินเดีย มีการเลียนแบบหน้าตารูปร่างตัวเองแบบคนอินเดีย จึงตอบคำถามได้ว่า "ทำไมมนุษย์ต่างดาวถึงต้องเป็นสาวน้อย" ได้ดีระดับนึง

ตอนที่สี่ ตัดกลับมาที่พวกพระเอกนางเอกอีกครั้ง ตรงจุดนี้ทำให้ผมค่อนข้างแน่ใจว่าผู้เขียนเล่าในสิ่งที่ดูจริงจังได้ดี แต่เล่าเรื่องทำนอง...ทำนองที่พบได้ในเกมหรือการ์ตูนบ่อย ๆ ได้ไม่ค่อยดีเลย เหมือนเขียนอะไรทื่อ ๆ ตรงไปตรงมาไปทั้งในแง่บุคลิกภาพตัวละคร คำพูด และการเปรียบเปรย เหตุผลที่แม่พระเอกจะให้พระเอกไปทำสัญญากับนางเอกก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก แต่พระเอกก็ไม่ทำง่าย ๆ หรอก (โดยส่วนตัวคิดว่า มุกการทำสัญญาระหว่างพระเอกนางเอกนี่โคตรเก่าเลยนะ แต่การปูเรื่องทำให้เรื่องนี้เป็นที่ยอมรับได้ (ก็แหม มีผู้ทำสัญญาทั่วโลกเป็นพันคนจนเป็นเรื่องปกตินี่นะ) แถมกว่าจะทำสัญญาจริง ๆ... ก็เกือบจบเล่มละ)


<--ครึ่งเล่ม-->

ตอนที่ห้า เป็นการดวลระหว่างนางเอกกับไบโอคราฟต์อีกคน ซึ่งก็ถือว่าบรรยายได้น่าติดตามและรายละเอียดระดับนึงถ้าไม่นับคำพูดจากปาก ตัวละครที่ยังดูเหมือนยัดเยียดนิสัยเหมือนเดิม (หรือผมไม่ชินเองก็ไม่รู้) ฉากตัดกลับที่พระเอกกับตัวละครอื่น ๆ ในห้องเรียนซึ่งก็ไม่มีอะไรแย่มากนัก แถมมีมุกที่ไม่ค่อยแป้กด้วย เนื้อเรื่องเริ่มเดินมาอย่างค่อนข้างกระชับไม่ออกทะเล และการกระทำของตัวละครก็ดูสมเหตุสมผลดี

ตอนที่หก เริ่มลุยอวกาศกัน ตอนนี้ค่อนข้างทำได้ถูกใจอาจเป็นเพราะบทสนทนาเริ่มไม่ยัดเยียดเข้าปากตัว ละครแล้ว บวกกับฉากที่เริ่มระทึกตื่นเต้น และมุกที่ฮาใช้ได้เลยทีเดียว ตอนนี้เป็นตอนที่ค่อนข้างยาวระดับนึง ท้ายตอนตัดไปยังฉากอื่นของตัวละครอื่น (ซึ่งคงจะมีบทบาททีหลัง) ก่อนที่จะกลับมายังพวกพระเอกนางเอกที่กลับมาโลกแถว ๆ เม็กซิโก (ถ้าบรรยายแต่ในยุ่นมันก็คงไม่สมเหตุสมผลเลย)

ตอนที่เจ็ดคือตอนสั้น ๆ ปิดเล่ม เนื้อเรื่องขี้เกียจเล่าเพราะมีแค่ 8 หน้าแต่ก็ออกมาดี ถือว่าปิดเล่มได้ดีระดับนึงเลย

-----------------------------------------------

สรุป

ครึ่ง เล่มแรกค่อนข้างกากยังไงไม่รู้ ไม่รู้ว่าเป็นความไม่เสถียรของคนแต่ง คนแปล หรือสมองผมเองก็ไม่รู้ แต่ครึ่งหลังก็ค่อนข้างคุ้มค่าระดับนึงล่ะนะ แต่ถามว่าผมจะซื้อเล่มสองมั้ย... ผมคิดว่าลองไลท์โนเวลเรื่องอื่นก่อนดีกว่า

สำหรับ คนแต่ง ผมว่าพล็อตนั้นไม่ค่อยซับซ้อนเท่าไหร่ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นการจงใจก็ได้ แต่มันมีความลึกน้อยกว่าที่ผมคาดหวังไว้น่ะ... อาจจะเพราะอยากให้คนอ่านอ่านแบบไม่คิดมากจริง ๆ ล่ะมั้ง มีการปูเรื่องทั้งในส่วนที่อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที กับส่วนที่เหมือนจะกั๊ก ๆ ไว้ใช้ทีหลัง (แต่คนอ่านจะงงเอาอ่ะดิ) หลายจุดมีการบรรยายถึงประเทศอื่นซึ่งผมว่าดีเพราะไม่อยากอ่านพวกโปรโม ทประเทศตัวเองทั้งเล่ม

สิ่งที่ผมค้นพบจากเรื่องนี้คือ มีคำว่า "ซึนเดเระ" ปรากฎในเรื่องรวมถึงตอนพิเศษด้วยประมาณ 30 กว่าคำ (และคำว่าเกมจีบสาวอีกเกือบสิบคำมั้ง) แต่ไม่มีตัวละครที่ซึนเดเระจริง ๆ เลยซักคน !! (ผมอ่านคำบ่นของผู้แต่งในท้ายเล่มแล้วพอเข้าใจว่าเขาประชด...)

การ แบ่งชนชั้นของไบโอคราฟต์ได้หลักมาจากชาวโรมันโบราณ (พาทริเซียน และ พลาเบียน) และแบ่งย่อยตามตัวหมากรุกฝรั่ง พอดีผมเพิ่งสอบวิชาอารยธรรมโลกมาเลยสะดุ้งเล็กน้อยตอนเจอคำว่าพาทริเซียน น่ะ...

จุดที่ผิดพลาดที่สุดของผู้แต่งคือ การใช้มุกที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไปในครึ่งแรก แถมยังทำได้ไม่ค่อยดีอีกด้วย แต่พอเริ่มเข้าเรื่องเข้ารอยก็เริ่มโอเคล่ะนะ

สำหรับคนแปล  คาดว่าคงใช้ความพยายามอย่างมากในการแปลตอนที่หนึ่งให้เข้าใจ ถึงมันก็ยังมีปัญหาก็ตาม สำนวนบางส่วนยังอ่านแล้วสะดุด หาคำไทยบางคำมาแทนได้ไม่ดีหลายจุด แต่หลายจุดก็ดีใช้ได้เช่นกัน คนแปลควรจะต้องตอบคำถามตัวเองว่า ระหว่างแปลตรงตามต้นฉบับโดยตรง หรือดัดแปลงให้เข้ากับภาษาไทยให้มากถึงจุดนึงไปเลย อย่างไหนดีกว่ากัน (ซึ่งผมคงตอบแทนให้ไม่ได้ แต่ผมชอบแบบหลังมากกว่า)

พระเอก โคได - นิสัยดาด ๆ แบบพระเอกแนวนี้โดยทั่วไป ไม่มีอะไรน่าประทับใจหรือให้ด่า แต่มันจะไม่เป็นที่จดจำน่ะสิ

นาง เอก ทีเซ่ - เป็นมนุษย์ต่างดาวเลยนิสัยแปลก ๆ สินะ... แต่ผมว่ามันออกไปทางกวนตีนมากกว่า (ฮา) ส่วนตัวผมไม่พิศมัยเท่าไหร่ ยังไม่รู้สึกว่ามันน่ารักมากอะนะ... แต่ถ้ายัดเยียดความน่ารักไปห้วน ๆ ก็คงเลี่ยนเช่นกัน อันนี้คนอ่านแต่ละคนคงรู้สึกแตกต่างกันไป อาจมีคนชอบเยอะกว่าที่ผมคิดก็ได้

นางรอง เคโกะ - เอาไปสั้น ๆ "ซึนตรงไหนวะ..." หรือไม่ก็ประสาทผมไม่ดีเอง แต่ก็เรียกความฮาได้ระดับนึงนะ คำพูดตัวละครไม่ถูกยัดเยียดฝืน ๆ นอกจากมุกเกมจีบสาว (ซึ่งจากเนื้อเรื่องแล้ว เจ้าตัวคลั่งเกมจีบสาวมากกว่าพระเอกอีกมั้ง...)

ตัว ละครที่ผมชอบที่สุด - อาโอรุ... ถึงจะเป็นตัวประกอบโผล่มาไม่กี่หน้า แต่ผมว่าน่ารักดีนะ ฮา หรือว่าผมชอบสาวน้อยที่ชอบเล่นมุกใต้สะดือนะ


-------------------

เรตติ้ง

พล็อต - B-
สำนวน - B
ตัวละคร - B+
ภาพประกอบ - B
ความอยากอ่านเล่มต่อไป - B+
ความเป็นโอตาคุ - ส่วนตัวคิดว่าเยอะไปนิด แต่กับบางคนอาจบอกว่าน้อยก็ได้มั้ง
ความน่าอาย - ไม่มากถึงลิมิตแตก ให้ระดับ 2 เต็ม 5 ละกัน

คะแนนรวม

อ่านครึ่งแรกแล้วอยากให้แค่ราว ๆ 5 - 6 เต็มสิบ แต่ครึ่งหลังเริ่มดีเลยให้ไปราว ๆ 6.5 - 7.5 คะแนนเต็มสิบละกัน


------------------

แถมท้ายตอน (ขี้เกียจอ่านก็ข้ามไป)

(1) ตอนพิเศษ "มาเป็นซึนเดเระกันเถอะ!"

ผมว่าเขาประชดได้ฮาดีเลยทีเดียวล่ะ... มีการยก Typical Dialogue จากพวกซึนมาให้ฝึกพูดตาม จ๊าก

(2) บทส่งท้าย (หรือพูดให้ถูก คำบ่นของผู้แต่ง)

อัน นี้จะเล่าเรื่องว่ามาเขียนเรื่องนี้ได้ยังไง คอนเซปต์มาจากไหน แล้วสถานการณ์วงการไลท์โนเวลบ้านเขานั้นเป็นไง อย่างหลังสุดผมว่าประเด็นค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะจากที่เขาเล่าแล้ววงการนิยายบ้านเขาก็ประสบปัญหา "ประเภทของเรื่องไม่เป็นที่นิยม" ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในวงการบ้านเราเหมือนกันเป๊ะ เขาเล่าว่าไลท์โนเวลแนวไซไฟอวกาศหาคนเขียน (และคนอ่าน) ได้ยากเต็มทีต่างจากแนวหลัก ๆ อย่างแฟนตาซีผจญภัย แอ็กชั่นโลดโผน และแนวโรงเรียน.... ซึ่งก็โคตรตรงกับวงการนิยายไทยอีกแหละ เห็นที่ยังไม่ตายก็มีแต่รักหวานแหววอีโมกระจาย รักน้ำเน่าตบจูบกระชากลากถู แฟนตาซีที่ความแฟนตาซีโคตรน้อยยิ่งว่าเม็ดเกลือในขวดน้ำตาลทรายเพราะก๊อ ปพล็อตชาวบ้านมาทั้งนั้น ทั้งแฟนตาซีโรงเรียนเวทมนตร์ (จากแฮรี่) แฟนตาซีเกมออนไลน์ (จาก exe กับราชาแห่งราชัน)

แถมการออกแบบตัวละคร ยังจะต้องตอบสนองโจทย์ความต้องการของคนอ่าน อย่างเรื่องนี้ก็โดนสั่งให้เอา "นางเอกซึนเดเระ" มา แต่คนแต่งก็....ประชดเลยวุ้ย นางเอกของจริงมันแนวชูเดเระ (แปลกประหลาด เข้าใจยาก) แทน โดยคนแต่งได้บอกว่าเป็นการเดิมพันที่เสี่ยงพอดูเลยทีเดียว (พอ ๆ กับการเอาสว่านเป็นคอนเซปต์...) ตรงจุดนี้ก็แสดงถึงอะไรหลาย ๆ อย่างเลยทีเดียว แปว่าถ้าตัวละครไม่สังกัดสายพลังมืดก็ขายไม่ออกเรอะ ในญี่ปุ่นผมไม่รู้แต่ในไทยผมว่าใช่ โดยเฉพาะนิยายรักของแจ่มใสหรือแฟนตาซีหลาย ๆ เรื่องที่ตัวละครโคตรไม่มีมิติแถมเกร่ออีกต่างหาก เจ้าชายเย็นชากินพื้นที่ไป 80% เพื่อเอาใจฟุโจชิ (ซึ่งมีกำลังซื้อสูงกว่าผู้ชาย) ที่จริงมีมากกว่านั้นแต่ผมขี้เกียจบ่นละ ฮา

จบการสับ


สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง ผมยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ตายไปไหนจ้า

หลังจากผ่านพ้นธุระมหาโหดไปได้พักนึงแล้ว (แต่ก็ยังไม่หมดซักที) ก็ได้เวลาอัพบล็อกแล้ว

วันนี้จะมาบ่น ๆ เรื่องการวางแผนการทำ Visual Novel อย่างเป็นขั้นเป็นตอนกัน ไม่ใช่ว่าผมจะดีเลิศขนาดมองว่าการทำ VN เป็นของง่ายหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็เป็นข้อมูลที่ดีสำหรับให้หลาย ๆ คนได้รู้สึกอยากทำดู (และจะได้เป็นเอนทรี่เตือนความจำตัวเองไปด้วย จ๊าก)

เริ่มจาก การจำแนกหัวข้อใหญ่ ๆ ก่อนว่าสิ่งที่ต้องทำจะมีอะไรมั่ง


1. คอนเซปต์
2. บทเนื้อเรื่อง
3. โปรแกรม
4. การดีไซน์และการวาดรูปภาพต่าง ๆ
5. องค์ประกอบอื่น ๆ รวมถึงการตลาด

เนื่องจากคิดว่าบล็อกนี้ท่าจะยาว จะพยายามรวบรัดเนื้อหาให้สั้นที่สุดละกัน (จริง ๆ คืออู้ไง)

 

 

 

1. คอนเซปต์

อันนี้คือหัวข้อพื้นฐานที่สุดที่ทุกคนจำเป็นจะต้อง "ทำให้เคลียร์" ไม่งั้นงานหลัง ๆ อาจจะได้แก้หลายรอบแน่นอน เพราะอะไร? ไปดู...

1.1 แน่ใจแล้วเหรอว่าคิดจะทำ Visual Novel

อู้ยยย คำถามนี้นี่แรงจริง ๆ บางคนอาจจะตอบ "แน่นอน!" อย่างไม่ลังเล แต่หลาย ๆ คน เชื่อว่าคงจะตอบประมาณ "เอ... คิดอีกที ตูขอเป็นแค่ผู้บริโภคดีกว่า..." มากกว่า เพราะหลายคนก็คงคิดว่าอยู่ดีไม่ว่าดีแล้วจะไปหาเรื่องทำไม

ถ้าคุณมั่นใจแล้วว่า จะทำ VN จริง ๆ ให้ลิสต์เหตุผลหรือแรงจูงใจคุณมา จะเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไรเพราะเหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

แต่เตือนว่าอย่าริทำเกมโป๊ นอกจากจะได้กินข้าวแดงฟรีแล้ว ผลงานของเรามีแนมโน้มว่าจะถูกด่ามากกว่าชมด้วย

1.2 ตั้งใจว่าจะให้เกมออกมาเป็นแบบไหน (รูปแบบเกม พล็อต เซ็ตติ้ง ธีม และสไตล์)

อันนี้เราจะมากำหนดคอนเซปต์ของเกมอย่างจริง ๆ จัง ๆ กัน ซึ่งจุดนี้จะแปรข้อมูลไปสู่การเขียนเนื้อเรื่อง การทำโปรแกรม การออกแบบตัวละคร และการวาดภาพไป

รูปแบบเกม (Gameplay) - หมายความว่า เราจะทำเป็น Visual Novel ล้วน ๆ ไม่มีมินิเกมอื่นใช่มั้ย คิดว่าจะมีคำถามในเกมเยอะหรือไม่ มีระบบอะไรซับซ้อนหรือเปล่า

พล็อต (Plot) - เนื้อเรื่องโดยสรุปแล้วเกี่ยวกับใคร ทำอะไร ผลลัพท์เป็นไง มีตัวละครแบบไหนอย่างไรบ้าง เริ่มเรื่องอย่างไรและจบลงอย่างไร มีจุดไคลแม็กซ์อะไรบ้างโดยคร่าว ๆ

เซ็ตติ้ง (Setting) - ก็คือลักษณะของ "โลก" ภายในเนื้อเรื่องนั่นเอง เป็นโลกความจริงหรือไม่ ถ้าใช่ ตั้งอยู่ที่ไหน ในช่วงเวลาอะไร ในสภาพแวดล้อมแบบไหน (เช่น สถานที่/เวลาเดียวกัน แต่ตัวละครมีฐานะต่างกัน อะไรหลาย ๆ อย่างก็จะแตกต่างกันมาก) อาจจะหมายรวมถึงมู้ดหรืออารมณ์ร่วมไปด้วยซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบท

ธีม (Theme) - ธีมในทางวรรณกรรมนั้นหมายถึง ใจความหลักหรือความรู้สึกที่ได้มาจากการอ่านวรรณกรรมนั้นทั้งฉบับ เช่นในแง่ความรู้สึก ก็จะเป็น Genre ไหน แบบตลกเอาฮา โรแมนติก หรือโศกเศร้า หรือจะเป็นในแง่ข้อคิด ปรัชญา มุมมองต่าง ๆ ที่ได้จากเรื่องนั้น ๆ บางครั้งอาจจะใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ มาเป็นธีมของเกม เช่น เน้นเรื่องของฤดูฝน หรือเกี่ยวกับดอกไม้ เป็นต้น

สไตล์ (Style) - หมายถึงรูปแบบการเขียน จะใช้โวหารแบบไหน ใช้มุมมอง (Point of View) แบบไหน มีลูกเล่นทางวรรณศิลป์อย่างไร เช่นอาจจะเน้นเรื่องสัญลักษณ์และอุปมาโวหารมาก ๆ หรืออาจจะเล่นพลิกแพลงกับรูปภาพใส่อะไรแปลก ๆ ลงไป เป็นต้น


1.3 ทำเกมนี้เพื่อใคร อยากให้คนเล่นรู้สึกยังไง


อันนี้ก็สำคัญครับ เพราะถึงทำดีออกมาแค่ไหนถ้าไม่มีคนเล่นคนสนใจก็ไร้ความหมาย แต่ว่าก็ไม่ควรยึดติดกับว่า คนเล่นจะต้องเป็นโอตาคุอย่างเดียว เลยใส่แฟนเซอร์วิสเยอะ ๆ ไปเลย Visual Novel ถือเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งครับ ไม่จำเป็นว่าตัวละครต้องโมเอ้ ต้องเป็น Anime style เท่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นเกมจีบสาว/หนุ่ม

 ลองกำหนดกลุ่มเป้าหมายดู ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ ความสนใจ/รสนิยม อยู่ในกลุ่มสังคมไหน บลา ๆ แล้วลองนึกถึงว่า อยากให้คนเล่นรู้สึกประมาณไหนจาก vn ของเรา แล้วคุณจะกำหนดอะไรหลาย ๆ อย่างง่ายขึ้นมากครับ


1.4 จะหาสมาชิกมาฟอร์มทีมอย่างไร

ถ้าเป็นเกมใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะและเวลาที่มหาศาลระดับนึง เราควรที่จะหาใครสักคนหรือหลายคนมาร่วมด้วยช่วยกันแล้วแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยในทีมนึง ไม่ควรมีเกิน 4-5 คนเพราะจะเริ่มทวงงานกันลำบากและทำให้ช้าอืดอาดกว่าเดิมแทน ให้ดีควรจะ 2 คนพอ คนนึงเขียนบท/ทำโปรแกรม อีกคนวาดรูป แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป

 และถ้าให้ดี ควรจะมีที่ปรึกษาจากนอกทีมด้วยสำหรับด้านเนื้อเรื่องและด้านภาพ อย่างผมเองก็ต้องการคนแปลเนื้อเรื่อง H-game เก่ง ๆ มาเป็นที่ปรึกษาด้วย สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว (ขนาดแค่ตั้งชื่อตัวละครยังวุ่นวายเลยครับ)

1.5 แน่ใจแล้วเหรอว่าคิดจะทำ Visual Novel

ครับ คำถามนี้คุ้น ๆ มั้ยครับ คุณจำเป็นที่จะต้องย้ำนึกย้ำคิดเหตุผลและแรงจูงใจของคุณตลอดเวลา ยิ่งเก็บไปฝันได้ยิ่งดี ทำไมน่ะเหรอ....เพราะคนส่วนใหญ่ ท้อแท้จนล้มเลิกก่อนที่งานจะออกมาเสร็จยังไงล่ะครับ ดังนั้นคุณจึงจำเป็นที่จะต้องมีความศรัทธาในตัวคุณเองให้มาก ๆ ซะ

โอ๊ะ ถ้าให้ดี อย่าลืมคำนวณค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยนะครับ O_O


--------------------------------------------
2. บทเนื้อเรื่อง

ในที่สุดเราก็จะลงมือเขียนบทจริงจังเสียที แต่เดี๋ยวก่อน!! ตอนนี้คุณยังไม่พร้อมที่แม้แต่จะเขียนบทสนทนาของตัวละครด้วยซ้ำ เรามาดูสิ่งที่ต้องทำก่อนหน้านี้ก่อนดีกว่า...

2.1 ตัวละคร

จงอย่าแม้แต่จะคิดว่า การออกแบบตัวละครซักตัวโดยเฉพาะตัวละครหลักเป็นเรื่องง่าย เพราะตัวละครเหล่านี้ต่อให้คุณกำหนดว่ามันเป็นเผ่าพันธุ์อะไรหรือตัวอะไรก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่ามันจะต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบมนุษย์แน่นอน ฉะนั้นคุณก็ควรปฎิบัติต่อตัวละครเหล่านี้ให้เหมือนมนุษย์เช่นกัน

เอาล่ะ สิ่งที่คนทั่วไปนึกออกอยู่แล้วว่าต้องทำ ก็มี ชื่อ บทบาท ลักษณะทางภายนอก แล้วก็นิสัย/พฤติกรรม

- ชื่อ จะเอาเรียบง่ายหรือทะแม่งสุดขีดก็เป็นเรื่องสุดวิสัยที่แล้วแต่คนจริง ๆ แต่อยากจะให้ระวังอะไรหลาย ๆ อย่างทั้งในแง่การอ่านออกเสียง ความสมจริง (ดูสภาพแวดล้อมด้วย เกิดสุพรรณ แต่ชื่อเกาหลีมันก็แปลก ๆ) แล้วก็ความหมาย (ต่อให้เป็นตัวโกง ก็คงไม่มีพ่อแม่จิตปกติตั้งชื่อลูกทำนองว่า ดาร์กเนส หรอก)

- ลักษณะทางภายนอก อันนี้ก็แค่ เป็นการดีไซน์ตัวละครหยาบ ๆ ผ่านข้อความตัวอักษรเท่านั้น (แล้วจะไปหนักทางฝ่ายภาพอีกที) หลาย ๆ คนเลือกที่จะใส่ Fetish ลงไป เช่น สาวแว่น สาวโลลิ สาวชุดเมด แต่บางคนก็เลือกที่จะลองใส่อะไรแปลก ๆ ดู เช่นมีจานดาวเทียมเป็นเครื่องประดับ เป็นต้น ข้อนี้หมายรวมถึงความถนัดและความสามารถพิเศษด้วย

- นิสัย/พฤติกรรม ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่า ตัวละครแบ่งได้เป็นสองประเภท คือแบบกลมและแบบแบน (เหมือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางยี่ห้อ...) ตัวละครแบบกลมคือมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสภาพแวดล้อม และอาจจะมีพัฒนาการไปเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวละครแบบแบนจะไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงทางการแสดงออกมากนัก แต่ไม่ว่าจะแบบไหน "มิติ" ของตัวละครก็เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการสร้างตัวละคร

มิติของตัวละคร ตัวละครก็มี 3 มิติเหมือนกับโลกของเรา หากแต่ไม่ใช่มิติของความกว้าง ความยาว และความสูง มิติตัวละครประกอบด้วย สรีระ สังคม และจิตใจ

สรีระ ก็คือลักษณะทางภายนอกนั่นเอง ซึ่งก็จะไม่กล่าวเพิ่ม แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กัน ลักษณะภายนอกมีผลต่อนิสัยของตัวละครค่อนข้างมาก

สังคม แน่นอนว่าตัวละครทุกตัวย่อมอยู่ในสังคม ฉะนั้นข้อนี้จะคำนึงถึงแบ็กกราวน์ พื้นเพ ประวัติของตัวละคร สถานะทางครอบครัว ตัวละครถูกคนอื่นมองแบบไหน ได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่ยังไง มีความเชื่อแบบไหน สนใจในอะไรเป็นพิเศษ และอื่น ๆ

จิตใจ ข้อนี้คือผลรวมจากสองข้อแรก ก่อให้เกิดทัศนคติและพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรมของตัวละคร การเอาหลักจิตวิทยามาคิดคำนวณจากสองมิติแรกทำให้การกำหนดนิสัยตัวละครมีความสมจริงและมีเหตุผลรองรับมาก

- บทบาท ที่จริงนี่เป็นข้อที่สำคัญที่สุด และเอามาต่อท้ายเกือบสุดเลย ก็เพราะว่าบทบาทของตัวละครจะไม่มีทางลงตัวหากข้อมูลตัวละครข้างบนนี้ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ บทบาทของตัวละคร หลัก ๆ ก็เป็น พระเอก นางเอก พระรอง นางรอง ตัวโกง ตัวประกอบ บลา ๆ แต่เราควรจะเสริมรายละเอียดให้มากกว่านี้ ว่าตัวละครแต่ละตัวกระทำอะไรในเนื้อเรื่องบ้าง แล้วเกิดผลกระทบอย่างไร ซึ่งบทบาทอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามลำดับเวลา

- รายละเอียดอื่น ๆ เช่นวันเดือนปีเกิด ของชอบของเกลียด บลา ๆ

2.2 โครงเรื่อง (Plot Outlines)

ข้อนี้จะไปการวางเนื้อเรื่องให้เป็นขั้นเป็นตอนไป โดยจะพยายามหลีกเลี่ยงรายละเอียดในการเขียนครั้งแรก แต่ถ้าเริ่มลงตัวแล้วก็ค่อย ๆ ใส่ข้อมูลลงไปเรื่อย ๆ โครงเรื่องนั้นจำเป็นจะต้องเล่าเรียงลำดับจากอดีตไปสู่อนาคต จากเหตุการณ์ A ไปสู่เหตุการณ์ B และ C จนไปสิ้นสุดที่ตอนจบ

ส่วนเหตุการณ์ย้อนอดีตหรือ Flashback ให้เราเขียนก่อนหน้าบทเริ่มเกมหรือไม่ก็แตกผังออกมาเพื่อให้เข้าใจง่าย และเมื่อถึงจุดที่ต้องแยกเนื้อหาออกจากกัน (แยกเส้นทางเนื้อเรื่องของแต่ละตัวละคร) ก็ให้ตั้งคำถามและผลลัพท์ที่ตามมาด้วย



ขั้นตอนสิ่งที่ต้องคิดคำนึงในการเขียนโครงเรื่องมีดังนี้

a. เป้าหมายของเนื้อเรื่อง (Story Goal)


Story Goal คือ "เนื้อเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไร" แต่จะไม่เหมือนธีม ถ้าคุณถามคน ๆ นึงว่า "การ์ตูนเรื่องนารุโตะนั้นเกี่ยวกับอะไร" บางทีเขาอาจจะตอบว่า "ห่วงโซแห่งความเกลียดชัง" หรือไม่ก็ "สงครามที่ไม่สิ้นสุด" แต่สิ่งพวกนี้เป็นเพียงแค่ธีมเท่านั้น เพราะถ้าถามเด็กตัวเล็ก ๆ คำตอบก็จะออกมาเป็น "นินจาที่อยากเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเลยออกไปผจญภัย" แทน สตอรี่โกลจะประกอบง่าย ๆ ว่า ใคร จะทำอะไร และใส่รายละเอียดเพิ่มไปว่า เหตุผลคืออะไร เจอปัญหาอะไร และจะได้ผลลัพท์อะไร เนื้อเรื่องที่คุณอยากเขียนอาจจะเป็นแนวความรัก ความโศกเศร้า สงคราม หรือการผจญภัยก็ได้ แต่คุณจำเป็นที่จะต้องมี "สิ่งที่ตัวเอกต้องการ" หรือ "ปัญหาที่ตัวเอกต้องเจอ" หรือทั้งสองอย่างก็ได้

สมมติว่าเราจะเขียนเกี่ยวกับ ผู้หญิงวัยทำงานคนนึงที่เอาแต่ทำงานอย่างเดียวแล้วไม่สนใจครอบครัว จนพบว่าตัวเองรู้สึกโดดเดี่ยวและเริ่มรำพึงกับสิ่งที่ตัวเองได้เลือกไป เราก็สามารถกำหนดสตอรี่โกลให้เธอพบกับรักแท้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปได้ จากนั้นเราก็แตกแขนงบทบาทให้กับตัวละครตัวอื่นได้ทันที

- แม่ที่อยากให้นางเอกมีความสุข
- เพื่อนที่ยังไม่แต่งงานและรู้สึกโดดเดี่ยวเช่นกัน
- แฟนเก่าขี้อิจฉาที่จะมาทำลายชีวิตรักของเธอ
- ป้าทึนทึกที่ไม่อยากให้เธอต้องเลือกทางเดินผิดพลาดแบบเดียวกัน
- ครอบครัวข้าวใหม่ปลามันที่แสดงให้เธอเห็นถึงสิ่งที่นางเอกขาดหายไป
- เพื่อนที่เคยแต่งงานและหย่าร้างไปแล้ว และมีความคิดแง่ลบเกี่ยวกับการแต่งงาน เป็นต้น

b. ผลลัพท์ที่ตามมา

"อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าตัวเอกไม่บรรลุตามเป้าหมายหรือแก้ไขอุปสรรคไม่ได้?" จริงอยู่ผลลัพท์อาจจะมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี แต่เพื่อให้เนื้อเรื่องเกิดความเข้มข้น ให้คุณคิด "ด้านไม่ดี" ไว้ก่อนทั้งเมื่อตัวเอกทำเป้าหมายสำเร็จหรือเมื่อล้มเหลว ถ้าตัวละครพบว่าตัวเองจะพบกับหายนะอันยิ่งใหญ่หากทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จ เป้าหมายนั้นก็จะมีความหมายมหาศาลทั้งสำหรับตัวละครและสำหรับคนอ่าน และการกระทำแต่ละอย่างของตัวละครก็จะน่าลุ้นยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป้าหมายของตัวละครก็อาจนำไปสู่ผลลัพท์ที่ไม่พึงประสงค์ ก็จะเป็นการบีบคั้นตัวละครให้ตัดสินใจถี่ถ้วนยิ่งขึ้น และบีบคั้นอารมณ์ได้ง่ายเข้าไปอีก

c. สิ่งที่จำเป็นต้องทำ

ข้อนี้ให้คำนึงว่า ในการที่ตัวเอกของเรานั้นจะบรรลุเป้าหมายได้ เขาจะต้องทำอะไรบ้าง ยิ่งเงื่อนไขยาก ๆ หรือมีอุปสรรคมากก็ยิ่งน่าลุ้นตาม

d. อุปสรรค / สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

ข้อนี้จะตรงข้ามข้อข้างบน อุปสรรคคือสิ่งที่ทำให้คนอ่านรู้สึกใจหายใจคว่ำโดยเฉพาะยิ่งถ้าผลลัพท์ของมันค่อย ๆ คืบคลานตัวเอกมากขึ้น ๆ หรือคอยทำให้การบรรลุเป้าหมายเลวร้ายลงหรือไม่สำเร็จ

e. ต้นทุน / ผลตอบแทน

บางครั้งความสำเร็จของตัวละครก็มีราคาแพงแสนแพง หากให้ตัวเอกคุณมีความรักหวานแหววกับแฟน ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็อาจจะร้าวฉานง่ายขึ้นก็เป็นได้ อะไรคือสิ่งที่ตัวละครจะต้องเสียสละในการบรรลุเป้าหมายมา?  ในทางกลับกัน ความพยายามของตัวละครก็สมควรได้รับรางวัลตอบแทนเช่นกัน บางครั้งการให้ตัวละครเจอแต่อุปสรรคมันก็คงน้ำเน่าไปเนอะ

f. ตอนจบ

ตอนจบนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีแค่ Happy Ending หรือ Downer Ending (ที่คนชอบเรียก Bad end น่ะ) บางครั้งตอนจบแบบ Bittersweet Ending หรือตอนจบที่มีการสูญเสีย แต่ก็ดีที่สุดแล้วสำหรับตัวละคร ก็เป็นตอนจบที่ดีเช่นกัน หรือจะจบแบบ Cut short หรือตัดจบปล่อยให้คนอ่านไปคิดต่อเอาเองก็ได้ ตอนจบนอกเหนือจากนี้ก็มี Book Ends หรือวนตอนจบกลับไปให้เป็นเหตุการณ์ใกล้เคียงกับตอนเริ่มเรื่องก็ได้

แนะนำตอนจบประเภทต่าง ๆ ได้จากเว็บนี้

http://tvtropes.org/pmwiki/pmwiki.php/Main/EndingTropes
 
2.3 ผังบทบาท/ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร (Character Analysis Diagram) บางครั้งก็เรียกว่า Flowchart

ตรงนี้ก็ใช้ข้อมูลจากด้านบน มาวาดผังตัวละคร ตรงนี้ยิ่งตัวละครทุกตัวมีความสัมพันธ์ร่วมกันหมดยิ่งดี ไม่ใช่แบบว่าพอพระเอกเลือกเส้นทางใดเส้นทางนึงแล้วนางเอกบางคนหายไปเลย เป็นต้น

2.4 การเก็บข้อมูล และการค่อย ๆ แทรกรายละเอียด/ปริศนา

วิธีการเก็บข้อมูลมีสองแบบ คือการเก็บไอเดียและการเก็บข้อเท็จจริง

- การเก็บไอเดียนั้น คุณจะต้องเตรียมสองอย่าง นั่นคือดินสอกับสมุดจด เมื่อคุณนึกอะไรออก อย่ารอช้าให้รีบนึกให้จบแล้วเขียนลงสมุดจดฉับพลัน ยิ่งเร็วยิ่งดีเผื่อจะได้มีอะไรไหลออกมาเรื่อย ๆ ข้อความที่จดอาจจะสั้นกะทัดรัดพอที่คนอื่นจะอ่านไม่รู้เรื่องแต่คุณพอนึกภาพได้ หรือไม่ก็วาดเป็นภาพเอาแทนหากการจดเป็นข้อความไม่สะใจคุณ อย่างที่รู้กันว่า ไอเดียไม่ใช่ของที่ไหลออกมาง่าย ๆ ดังใจนึก บางวันคุณอาจจะไม่ได้ไอเดียอะไรเลยก็ได้ บางครั้งตอนที่คุณนั่งทำงานงก ๆ นิมิตมันก็ไหลมาซะเฉย ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมทุกเมื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญ

วิธีการทำให้นิมิตพุ่งมาแรงเป็นพิเศษ ก็อย่างเช่น การนอนแต่ไม่หลับ การอาบน้ำ การวิ่งจ๊อกกิ้ง การดูหนัง การอ่านหนังสือ (โดยเฉพาะที่ตัวเองไม่ชอบมันจะมาแรงและเร็ว)

- การเก็บข้อเท็จจริง ก่อนอื่นคุณต้องลิสต์หัวข้อมาก่อนว่าคุณต้องการข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ "ข้อมูลเฟ้อ" (เหมือนอย่างที่ผมเคยเป็น... เรื่องสั้นที่ยาว 50 หน้าเอสี่โดยมีสาระทางวิทย์ไปแล้ว 30% ผลออกมาคนอ่านเลยหลับเป็นแถบ)

วิธีการก็มีง่าย ๆ สองอย่าง อย่างแรกคือบร๊ะเจ้ากูเกิลกับมหาเทพวิเกรียนพีเดีย อย่างที่สองก็ไปถาม ๆ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเอา ไม่ยาก ๆ

- เมื่อคุณได้ข้อมูลดิบที่จำเป็นแล้ว ให้คุณค่อย ๆ ย่อยไปประยุกต์ใช้ในเนื้อเรื่องทีละหัวข้อ ใส่คำอธิบายให้ละเอียดถี่ยิบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเวลาคุณเขียนบทเนื้อเรื่องจริงก็ใช้ข้อมูลจากตรงนี้ไปอ้างอิงเลย

2.5 การตั้งชื่อเรื่อง

วิธีการตั้งชื่อเรื่องมีมากมายร้อยแปดประการ ไอ้ผมเองก็จะแนะนำอะไรไม่ได้มากเสียด้วย แต่ผมแค่อยากบอกว่า ชื่อเรื่องของคุณ ควรจะทำให้จดจำง่ายเข้าไว้ ยิ่งง่ายยิ่งดี ส่วนองค์ประกอบที่เหลือก็ช่างหัวมัน เทพ

2.6 บทเนื้อเรื่องจริง (Scenario)

หลังจากผมเล่น Narcissu ผมค้นพบว่า vn เรื่องนี้ บรรยายสั้นแต่ก็ทำให้นึกภาพตามได้ (เหตุผลที่ต้องนึกภาพตามก็เพราะ ภาพประกอบมันแทบจะไม่ได้โชว์อะไรเลยน่ะสิ) ผมเล่นจนจบแล้วก็รู้สึกว่าทุกข้อความมันมีพลัง แต่พอมาดูสคริปต์แบบที่เรียงกันแบบนิยายปกติ กลายเป็นว่ามันดูน้อยพอ ๆ กับเนื้อหานิยายของแจ่มใส แปลว่า vn จะต้องใช้กลยุทธ์การเขียนที่ต่างจากนิยายปกติค่อนข้างมาก (เน้นไปทางบทภาพยนตร์มากกว่า แต่ยังรักษาวรรณศิลป์แบบนิยายไว้)

นี่ยังไม่รวมถึงเส้นทางเหตุการณ์กับตอนจบที่มีหลายแบบอีกนะ vn เรื่องนึงที่มีเนื้อหาค่อนข้างยาวและมีตอนจบหลายแบบ อาจจะต้องใช้ text ยาวประมาณ 200-500 หน้าเอสี่เลยทีเดียว ยาวแบบนี้ระวังถอดใจไปเขียนนิยายปกติแทนนะครับ ฮา

รูปแบบการบรรยาย ที่แนะนำคือ สรรพนามบุรุษที่ 1 (ที่จริงสามารถบุรุษที่ 2 และ 3 ได้) หรือถ้าแบบอังกฤษ แบบ past tense - first person จะดีสุด

รูปแบบการเขียนตรงนี้ อาจจะใช้แพทเทิร์นแบบการเขียนนิยายทั่วไปก็ได้ ดังตัวอย่าง

(จาก ยมทูตสีขาว)

กริ๊ง

เสียงกระพรวนแว่วมา จากนั้น

"...เธอจะบินเหรอ"

เสียงพูดดังขึ้นข้างตัว ไม่สิ ข้างหูเลยแหละ

ไดกิชะงักงันกับเสียงที่ไม่ได้คาดคิด ที่นี่ต้องไม่มีใครอยู่สิ

ต่อให้จมอยู่ในห้วงความคิดแค่ไหน แต่ถ้ามีใครเข้ามาใกล้ขนาดนี้ต้องรู้แน่ ๆ

ตัวเขาแข็งไม่ขยับเขยื้อน ได้เพียงเหลือบตามองไปยังที่มาของเสียง

แล้วเขาก็เห็นดวงหน้าซึ่งอยู่ใกล้จนแทบสัมผัสได้ถึงลมหายใจ...



หรืออาจจะใช้รูปแบบที่คล้าย  ๆ กับการเขียนบทละครก็ได้

#เสียงเอฟเฟคต์ กริ๊ง

โมโมะ "...เธอจะบินเหรอ"

#เปลี่ยนภาพตัวละคร ไดกิตกใจ

ไดกิ คิด "หะ... เมื่อกี้เสียงอะไร"

ไดกิ คิด "ที่นี่ต้องไม่มีใครอยู่สิ ถ้ามีใครเข้ามาใกล้ขนาดนี้ต้องรู้แน่ ๆ"

#เปลี่ยนภาพ event โมโมะยืนประชิดติดกับหน้า



สิ่งที่ต้องมีในบทเนื้อเรื่อง

a. บทสนทนา
b. คำบรรยายหรือพรรณณา แบ่งเป็นบรรยายสิ่งต่าง ๆ กับเหตุการณ์ <<< ใน VN ไม่ต้องมีเยอะมาก ใช้แก้ต่างตรงที่ภาพช่วยไม่ไหวเป็นหลัก
c. ความคิดของตัวละคร
d. คำบอกเล่าเพื่อให้ข้อมูล

อย่าลืมกฎของ Show don't tell อย่าเขียนตรง ๆ ว่าอะไรเป็นไง ให้เล่าให้คนอ่านตีความได้เอง

เช่น

วนิดา เดินเร็วขึ้นเพื่อให้พ้นจากซอยที่ทั้งมืดและเงียบด้วยความกลัว

ประโยคนี้บอกเราว่า วนิดากลัว นี่คือการบอกหรือ tell

วนิดากอดกระเป๋าแน่น หัวใจเธอเต้นเร็ว มองซ้ายขวาแล้วซอยเท้าถี่ยิบเพื่อให้พ้นจากซอยที่ทั้งมืดและเงียบโดยเร็ว

ประโยคนี้ จะแสดงให้เราเห็นว่า วนิดากลัว โดยไม่ต้องบอกชื่อความรู้สึก (กลัว)ให้รู้ แต่คนอ่านคาดคะเนได้ว่าเธอกลัวจากการที่ เธอกอดกระเป๋าแน่น หัวใจเต้นเร็ว มองซ้ายขวา ซอยเท้าถี่ยิบ นี่ลักษณะของการแสดงให้เห็นหรือ show เป็นต้น

2.7 สรุปรวมรายละเอียด

ข้อมูลที่จำเป็นต้องไปแปลงให้ฝ่ายอาร์ตได้ใช้กัน เช่น จำนวนฉาก จำนวน Event CG ท่าทางตัวละครที่จะต้องใช้ทั้งหมด ควรจะลิสต์แยกออกมาเพื่อที่จะได้สะดวกต่อการทำงาน

 

เอาล่ะวันนี้พอก่อน แล้วจะดองต่อไปจนกว่าชาติจะต้องการ 5555

edit @ 1 Jul 2010 22:58:26 by boboverlord

สวัสดีครับท่านทั้งหลาย พอดีหมู่นี้ไม่ค่อยว่างเพราะงานทั้งหลายโหมประดังกันเข้ามาใหญ่ งานเก่ายังไม่ทันเสร็จงานใหม่ก็มาอีกแล้ว ;____; ฉะนั้นวันนี้จะรีบอัพแล้วอาจจะหายหัวไปนิดหน่อย

 

 คงสังเกตกันใช่มั้ยครับ ว่าเอนทรีี่ที่ผ่านมา ผมชอบเอาภาพตัวอย่างแปลก ๆ เหมือนเกม 8 bit มาแปะบ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้ดูโมเอ้หรืออะไร (แถมผมค่อนข้างมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ต้องไม่รู้จักแน่ ๆ) เพราะเกมเหล่านี้เขียนโดยชาวตะวันตกครับ (อ้อ ชาวตะวันตกไม่มีมีอะไรแปลกหรอกครับ แค่หาคนทำ VN ยากกว่าคนญีั่ปุ่นมาก ๆ เท่านั้นเอง)

 

งานนี้ผมจะรีวิวซักสองเกม กับแนะนำให้รู้จักเล่น ๆ อีกเกมนึง ทุกเกมในเอนทรี่นี้ถูกเขียนโดยคนเดียวกันหมดผู้ซึ่งใช้นามว่า Bentosmile  และแต่ละเกมของเขานี่ก็ร้ายไม่เบาเลยล่ะครับ เรามาดูกันว่าแต่ละเกมนั้นมีอะไรบ้าง!

 

1. Air Pressure

 

 

เกมนี้คือมาสเตอร์พีซของนายคนนี้เลยครับ ถ้าลองสำรวจข้อมูลสถิติเกมนี้จากเว็บ Newgrounds จะพบว่าเกม VN นี้ถูกเขียนเพียงแค่สามเดือนกว่า ๆ แต่มียอดคนเข้าชมถึง 180,000 ครั้ง! มีการโหวตให้คะแนน 7,000 ครั้งและมีการรีวิว 880 ครั้ง! ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ สำหรับเกมแฟลชเกมเล็ก ๆ นี้ (แถมทั้งเกมมีแต่คลิก ๆ กับตอบคำถามเท่านั้นเอง)

 

พอผมเล่นไปหลาย ๆ รอบ (ซัก 15 รอบได้) ผมก็เริ่มเข้าใจ... เกม VN นี้ใช้หลัก Symbolism และ Metaphor ได้อย่างเหลือเชื่อมาก ๆ (คำอธิบายอยู่ข้างล่างครับ)

 

ผมแนะนำว่า ต้องลองเล่นก่อนครับแล้วถึงจะอ่านเอนทรี่นี้ต่อ เพราะไม่เช่นนั้นเหมือนผมจะยกยอไปคนเดียวแน่ ๆ

ข้อแนะนำในการเล่น :

 1) เกมนี้สั้นมาก และจบได้ใน 3 นาที แต่คุณจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย (และจะนึกว่าเป็นเกมกาก ๆ ธรรมดา) แนะนำว่าให้เล่นซ้ำ ๆ อย่างน้อยห้ารอบครับ

2) ถ้าเพลงของเกมนี้ปวดแสบแก้วหู ให้ปิดเสียงเลยครับ เพราะเพลงมันจะกดดันคนเล่นไปเรื่อย ๆ

3) ผู้เขียนเกมบอกใบ้ว่า เกมนี้เป็นประเภท Non-Romantic (!?)

4) เกมนี้มีตอนจบ 3 แบบ แต่จะมีกิ่งก้านสาขามากมายเต็มไปหมด (10+ routes)

5) ถ้าครึ่งหลังเกม ตัวละครภาพแตก ๆ อย่าเพิ่งตกใจครับ ผู้เขียนเกมจงใจใส่ลงไปครับ

6) คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ พระเอกกับนางเอกคือใคร!

ว่าแล้วก็ลองเล่นกันดูเลยครับ ! >>> http://www.newgrounds.com/portal/view/529708

 

 

 

ต่อไปจะเป็นรายการ ค่อย ๆ สปอยเกมนะครับ กรุณาอย่าเผลออ่านก่อนเล่นนะครับ

 

 

 ฉากจบ

 ฉากจบแบบแรก คือการเข้า รพ. แล้วก็กลับไปหานางเอกที่บ้านต่อ
เงื่อนไข: ตอบแบบเอาใจนางเอกสุด ๆ

ฉากจบที่สอง อยู่กับนางเอกอย่างนี้ต่อไปตลอดกาล
เงื่อนไข: ตอบแบบลังเล เดี๋ยวเอาใจเดี๋ยวด่านางเอก

ฉากจบสุดท้าย ไล่นางเอกออกจากบ้าน พร้อมกับใช้ชีวิตอย่างแฮปปี้คนเดียว
เงื่อนไข : ตอบแบบจิกนางเอกสุด ๆ

 

จุดน่าสังเกต (คำใบ้)

 

 1) นางเอกบอกกับพระเอกว่า "We are friends." ทั้ง ๆ ที่อยู่ในบ้านพระเอก? ทำไมไม่ใช่คู่รักหรือแฟนล่ะ?

2)  ทำไมพอพระเอกกับนางเอกมาเจอกันครั้งแรก นางเอกก็มากอดแขนซ้ายพระเอกเลยน้า... (ตรงนี้สื่อค่อนข้างชัดนะ หึหึ....)

3) พอครึ่งเกมผ่านไปแล้ว ภาพนางเอกก็ดูแตกซ่าน... แถมพระเอกบอก ปวดหัว เนื้อตัวสั่น หรือรู้สึกเหมือนมีคนจ้องตลอดเวลา... Hinamizawa Syndrome? No.... 

4) นางเอกบอกว่า ความสัมพันธ์ของเราสองคน คือการที่นางเอกต้องการช่วยเหลือพระเอก และพระเอกก็ปรารถนาเธอ

5) แต่ซักพักเราจะเข้าใจว่า พระเอกมีความต้องการที่จะหนีออกจากตัวเธอตลอดเวลา แต่ก็ขาดเธอไม่ได้ซักที...

6) ย้ำอีกครั้งว่าผู้เขียนเกมนี้ บอกว่าเกมนี้เป็น Non-Romantic

7) นางเอกบอกว่า "what about if others find out about me? they will hate you" <<< ผู้หญิงปกติเขาพูดกันแบบนี้เหรอ

8) เกมนี้ไม่มีหุ่นยนต์หรือโฮโลแกรมครับ... ไม่มีผีด้วย...

9) ทำไมยิ่งตอบเอาใจนางเอก อยากเข้าใกล้นางเอก แทนที่จะได้เป็นฉาก H แบบเกมอื่น พระเอกกลับยิ่งไป รพ. เร็วขึ้นแทน? 

10) นางพยาบาลจะบอกพระเอกว่า "ยังดีนะที่ไม่โดนเส้นประสาทหรือเส้นเลือดแดง" และ "ทำไมถึงทำแบบนี้?" ที่สำคัญ ทำไมนางเอกไม่มา รพ. ด้วยล่ะ?

11) ตอนแรก ๆ ของเกมที่พระเอกเลือกออกจากบ้านไปเดินเล่น พระเอกพูดว่า "จะได้รู้สึกเหมือนเป็นคนปกติบ้าง..."

12)  ถ้าตอนจบคือการไล่นางเอกออกจากบ้าน ยินดีด้วย! นั่นแหละ Happy Ending!

 

...เริ่มเดาอะไรได้ยังครับ.... : D

 

 

เฉลยครับ >>>> นางเอกเป็นเฮโรอีน ไม่ก็ยาเสพติดแบบฉีด และพระเอกก็พยายามที่จะเลิกมัน... ถ้าคุณเข้าใกล้นางเอกมากขึ้น คุณจะยิ่งตายไวขึ้น ถ้าคุณเลิกกับนางเอกได้ คุณจะเจอกับอิสรภาพ... คำใบ้ที่สำคัญที่สุด คือการที่นางเอกกอดแขนซ้ายพระเอกตั้งแต่รู้จักกันนั่นแหละครับ ฉีดเข้าเส้นเลยทีเดียว

 

 ความเห็นส่วนตัวที่ผมมีต่อเกมนี้

-  เกมนี้คือเกมที่ทำให้ผมอยากทำ VN ขึ้นมา... เพราะมันทำให้ผมนิยามคำว่า Visual Novel ใหม่เลยทีเดียว จากเดิมที่เคยคิดว่า VN ก็คือเกมจีบสาวเหมือน ๆ กันหมด พอมาเจอวิธีการนำเสนอแบบนี้ ต้องบอกเลยครับว่า มันอาร์ต!!

-  เกมนี้จัดองค์ประกอบหลายอย่างที่ค่อนข้างลงตัว ทั้งภาพโทนสีเดียว เพลงที่ออกหลอน ๆ ภาพนางเอกที่แตกซ่านราวกับไม่มีตัวตน กับบทสนทนาที่แสดงถึงภาวะวิตกจริตที่รุนแรงของพระเอก ทำให้ผมคิดว่าเกมนี้สุดยอดจริง ๆ (โดยเฉพาะการบอกใบ้ผ่านจุดผิดปกติของภาพ)

-  Air Pressure นำเสนอ Symbolism (การเล่นกับสัญลักษณ์) และ Metaphor (อุปมาอุปไมย) กล่าวคือ การให้สิ่งของบางอย่างกลายเป็นมนุษย์ (โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสนองหื่น) และแสดงการกระทำของนางเอกที่เหมือนมนุษย์จริง ๆ จนเราแทบไม่รู้ตัว แสดงถึงความคมคายทางความคิดของคนเขียนเกมเป็นอย่างมาก

 

เอาล่ะ จบการยกยอปอปั้นแล้ว เรามาดูเกมอื่นบ้าง

 

 2. The Life of A Pacifist

ชื่อเต็มของเกมนี้คือ...  The Life Of A Pacifist Is Often Fraught With Conflict (โคตรยาว) แม้จะไม่ถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซเทียบเท่า Air Pressure ได้ แต่ก็นำเสนอไอเดียอะไรหลายอย่างที่ทำให้ผมตกใจว่า "VN ใช้ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอวะ!?" เรามาดูกันว่าเป็นยังไง

 

 ผู้เขียนเกมได้เขียนรายละเอียดสั้น ๆ ไว้ว่า "This is the game about games" แหมทำไมมันสั้นจัง แล้วในเกมนี้ก็ใช้แต่ภาพตัวละครแบบดิสนีย์ทั้งนั้นเลย มีแต่สัตว์น้อยนานาพันธุ์ ไม่คิดเหรอครับว่าคนเขียนเกมมีเหตุผลอะไรรึเปล่าถึงได้ดีไซน์ตัวละครแบบนี้...

 

ลิ้งเข้าเล่นเกมครับ http://www.newgrounds.com/portal/view/538247

 รอบนี้ง่าย ๆ ครับพอเข้าเกมไปครั้งแรก ให้ตอบตัวเลือกข้อสองทุกครั้งเลยครับ... แล้วดูผล แล้วกลับมาเล่นแบบตอบข้อแรกทุกครั้งดู สังเกตความแตกต่าง (บทสนทนาไม่ต่างกันมากครับ เพราะนางเอกคิดในใจหมดเลย)

 

 

 

แล้วเราก็มาดูความแตกต่างกัน....

 

 

เกมนี้ไม่ได้เนื้อหาคมคายมากครับ แต่รู้จักการเล่นกับภาพได้ดีเลย ผมเล่นตอนกลางคืน เล่นเอาผมขนลุกไปพอสมควรเหมือนกัน ฮา เป็นไอเดียที่ดีเลยทีเดียว

 

เนื้อหามันตีความได้เป็นสองแบบ แบบแรกคือ สื่อต่าง ๆ รวมถึงเกมได้ถูกสอดแทรกความรุนแรงไว้มากมาย และทำให้เราชาชินกับมันโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราเป็นหนึ่งในนั้นก็คงไม่รู้ตัวหรอกว่าเราค่อย ๆ กลายเป็นปีศาจทีละนิด ๆ (มีคนกล่าวว่า ถ้านางเอกตอบข้อแรกทุกข้อ แล้วนางเอกพูดขึ้นมาว่า "Why was I so worried?" แปลว่านั่นแหละ Bad Ending แล้ว)

 

แบบที่สองคือ คนเราอ่ะมักจะมองคนที่มีความคิดความเห็นที่ต่างจากตัวเองน่าขยะแขยงไม่ต่างจากผีปีศาจหรอก ใครเห็นต่างมันก็ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับเรา (สอดคล้องกับการเมืองไทยดีจริง ๆ แฮะ)

 

สุดท้ายฝากเกมนี้ไว้ก่อนจาก

Girls Are Weird ผู้หญิงน่ะมันก็ประหลาดกันหมดทุกคนแหละ

 

 อันนี้ไม่มีไรมากครับ แค่คนเขียนเกมบอกว่า "เกมจีบสาวแบบแปลก ๆ ที่คุณจะไม่มีทางชนะใจสาว เพราะฉะนั้นเกมนี้จำลองความจริงได้เหมือนโคตร!" 555+

 ไปลองเล่น ๆ ดูได้ครับ แกะโค้ดเพื่อศึกษา VN ก็ดี

http://bentosmile.com/mini-games/girls-are-weird/

 

ไปก่อนละครับ บาน~